"มิตรภาพและความร่วมมือร่วมใจ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะโยงใยอารยธรรมของมนุษย์ให้มีเอกภาพ"
รพินทรนาถ ฐากูร เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ไม่มีใครเป็นคุรุ หรือครูได้ดีเท่าชีวิตอันผ่านการเคี่ยวกรำของแต่ละคนเอง บทกวีที่ถักทอจากประสบความการณ์ ความงามโดยธรรมชาติของรพินทรนาถได้รับการตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากนี้มหากวีรพินทรนาถยังก่อตั้งสถานศึกษาชื่อ วิศวภารตี - ศานตินิเกตัน (Visva Bharati - Santineketan)
หลังจากรพินทรนาถ ฐากูร ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1913 ชื่อของรพินทรนาถ ก็เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในหมู่คนไทยเอง
มีคนไทยจำนวนไม่น้อยเดินทางไปศานตินิเกตันเพื่อศึกษาวิธีคิด แรงบันดาลใจ และรูปแบบการเรียนรู้ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หนึ่งในนั้นคือ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ซึ่งได้เล่าไว้ดังต่อไปนี้
ในปี ค.ศ. 1917 ท่านมหากวีได้ประกาศเจตจำนงของท่านในการจัดตั้งศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ของมนุษยชาติขึ้นที่ศานตินิเกตัน ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้นี้ ท่านไม่ปรารถนาจะเรียกว่า College หรือ University ตามคตินิยมที่ชาวอังกฤษเข้ามาสร้างไว้ แต่ท่านมหากวีมีความภูมิใจที่จะเรียกศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้นี้ว่า "วิศวภารตี" พร้อม ๆ กับการประกาศเจตนารมณ์แห่งการจัดตั้ง วิศวภารตี ท่านมหากวีได้กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวิศวภารตีไว้ดังนี้
เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวิศวภารตี ศานตินิเกตัน
เพื่อที่จะให้เป้าหมายอันเป็นวัตถุประสงค์ทั้ง 4 ประการนี้ปรากฏเป็นจริง ศานตินิเกตัน จะเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาเรียนรู้ร่วมกันทั้งในทางด้านศาสนา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปของชาวฮินดู พุทธ เชน มุสลิม ซิกข์ คริสเตียน และอารยธรรมอื่น ๆ ณ ที่นี้จะเป็นพื้นที่แห่งการศึกษาค้นคว้าของชาวตะวันออก ที่พร้อมจะเรียนรู้วิถีของชาวตะวันตกในทุกแง่มุม ที่จำเป็นต่อการประจักษ์แจ้งแห่งจิตวิญญาณ และเป็นการสร้างสมานฉันท์ระหว่างนักคิดและนักวิชาการชาวตะวันตกและชาวตะวันออก โดยไม่มีพรมแดนของเชื้อชาติและสัญชาติมาเป็นเครื่องกีดกั้น
เพื่อการเรียนรู้ที่จะตอบสนองวิถีชีวิตและชุมชน วิศวภารตี จึงได้จัดตั้งสถาบันฟื้นฟูชนบท (The Institute of Rural Reconstruction) ขึ้นในปี ค.ศ. 1922 ที่ตำบลซูรุล (Surul) ซึ่งอยู่ห่างจากศานตินิเกตันไป 3 กิโลเมตร และสถานศึกษาแห่งนี้ได้กลายมาเป็นวิทยาเขตแห่งที่ 2 ของวิศวภารตี ที่ถูกตั้งชื่อว่า "ศรีนิเกตัน"
ศรีนิเกตัน มีหน้าที่ให้การศึกษา ฝึกอบรม ประชาชนชาวชนบทในด้านวิชาชีพ ศิลปหัตถกรรม ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกศึกษาค้นพบไปสู่ประชาชน ในบทบาทหน้าที่เป็นเช่นนี้ ศรีนิเกตัน จึงเป็นส่วนของการนำความรู้ไปสู่ประชาชน เป็นการคืนความรู้สู่วิถีชีวิตในชนบท ภารกิจของศรีนิเกตันคือ การช่วยเหลือประชาชนในชนบทให้เขามีพื้นที่ในการเรียนรู้ และมีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชุมชนของตนเองด้วยตัวเขาเอง แทนที่จะรอความช่วยเหลือจากข้างนอก
ในปัจจุบันนี้วิศวภารตี ทั้งที่ศานตินิเกตันและศรีนิเกตัน มีการแบ่งส่วนการศึกษาออกเป็น 13 ส่วน ดังนี้
รพินทรนาถ ฐากูร หรือ Ravīndranātha Thākura เกิดเมื่อ 7 พฤษภาคม ค.ศ.1861 ที่คฤหาสน์โชราสังโก นครกัลกัตตา เมืองเบงกาลี:ประเทศอินเดีย ในครอบครัววรรณะพราหมณ์ อันมั่งคั่งแห่งแคว้นเบงกอล รพินทรนาถ เป็นบุตรคนที่ 14 (ในจำนวน 15 คน) บิดาคือ มหาฤๅษีเทเพนทรนาถ ฐากุร ในวัยเยาว์นั้น พ่อมักจะพาเขาท่องเที่ยวและเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ แม้แต่เทือกเขาหิมาลัย สิ่งนี้ทำให้รพินทรนาถนิยมเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในยามเติบใหญ่
เขาเริ่มเขียนบทกวีครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี แววแห่งการเป็นนักเขียนอันโด่งดังได้ฉายแววอย่างชัดเจนเมื่อวัย 14 ปี จากเพลงปลุกใจที่เสียดเย้ยงานมหกรรมเดลฮีเดอร์บาร์ ของลอร์ด ลิททันอย่างแสบสันต์ กระทั่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "เกอเธ่แห่งอินเดีย"
ครั้นอายุได้ 16 ปี งานกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา ภาณุสิงโห ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ จากนั้น งานเขียนเรื่องสั้นกับบทละครก็ตามมาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเขาเข้าเรียนกฎหมาย ต่อ ที่ University College London แต่เรียนไม่จบและกลับมายังเบงกอลบ้านเกิด และเข้าพิธีสมรสกับเจ้าสาวชื่อมฤณาลิณี เทวี ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1880 เขาและภรรยามีพยานรัก 5 คน (ลูกชาย 2 คน ลูกสาว 3 คน แต่ภายหลังเสียชีวิตไป 2 คน)
แม้มีครอบครัวใหญ่ รพินทรนาถก็ยังคงทุ่มเทให้กับสารพัดงานเขียน โดยอาศัยรายได้หลักจากการเก็บค่าเช่าที่ดิน เลี้ยงดูครอบครัว ชั่วชีวิตของรพินทรนาถรังสรรค์ผลงานอย่างมากมาย ทั้ง นวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง ละครเพลง ด้วยหัวข้ออันหลากหลายตั้งแต่ชีวิตส่วนตัว สังคม รวมทั้งเรื่องของการเมืองการปกครอง
กระทั่งปี ค.ศ. 1913 รพินทรนาถ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในขณะนั้นนับได้ว่าเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ต่อมาแม้อยู่ในวัยกว่า 70 ปี รพินทรนาถก็หาได้หยุดสร้างสรรค์ แต่ได้ใช้เวลา 10 ปี เขียนภาพรวมแล้วกว่า 3,000 ภาพ แล้วยังนำออกแสดงทั้งในประเทศอินเดีย ทั้งที่ปารีส และอีกหลายประเทศ
ส่วนงานเขียนก็มิได้วางมือ แต่ได้ผลิตผลงานถึง 15 เล่ม ซึ่งรวมทั้งผลงานอันเลื่องชื่อ อย่าง Punashcha / Shes Saptak / Patraput Dui Bon / Malancha / Char Adhyay
งานเขียนในช่วงบั้นปลายชีวิต บทประพันธ์ของรพินทรนาถ ได้ให้ความสำคัญกับธรรมชาติแห่งโลกและจักรวาล โดย มักจะสอดแทรกความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา ฟิสิกส์ และดาราศาสตร์
ด้วยความรู้และความสามารถอันเปี่ยมล้นประกอบการรักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้เขาเดินทางไปเป็นวิทยากรในหลายประเทศ ประเทศละหลายครั้ง เช่น บรรยายที่สหรัฐอเมริกา 5 ครั้ง ยุโรป 5 ครั้ง ญี่ปุ่น 3 ครั้ง และที่จีน อเมริกาใต้ สหภาพโซเวียต และเอเชียอาคเนย์แห่งละครั้ง
รพินทรนาถได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการก่อตั้งโรงเรียนศานตินิเกตัน (แปลว่าสถานอันสงบ) ซึ่งเน้นบรรยากาศครูให้ความรักความอบอุ่นดังบิดากับบุตร และเมื่อดำเนินการสอนถึงปีที่ 21 โรงเรียนศานตินิเกตัน ก็ได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยโดยใช้ชื่อว่า 'วิศวภารตี' (สถานอันเป็นแหล่งพักพิง )
นอกจากนั้นบทบาททางการเมืองในช่วงปัจฉิมวัยก็กลับโดดเด่น ด้วยการร่วมต่อต้านการปกครองของรัฐบาลจักรวรรดิยมของอังกฤษ และรณรงค์เพื่อความเป็นเอกราชของประเทศอินเดียอย่างกล้าหาญ แม้ว่าเขาจะอยู่ในวรรณะที่สูงและร่ำรวย แต่เห็นพ้องกับการต่อสู้ของมหาตมะ คานธี ในเรื่องของความเสมอภาคของผู้คนในสังคม และสนับสนุนการต่อสู้เพื่อให้อินเดียเป็นเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
แต่ถึงอย่างไรตลอดชีวิตที่ผ่านมา รพินทรนาถ ฐากูรยังคงทุ่มเท และมีความโดดเด่นในด้านของการปฏิรูปด้านการศึกษาและส่งเสริม วัฒนธรรม มากกว่างานด้านการเมือง
และแล้ววันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ.1941 รพินทรนาถ ฐากูร ในวัย 80 ปี 3 เดือนก็สิ้นใจที่บ้านเดิมของตนเมื่อครั้งวัยเด็ก
ค.ศ.1861
เกิดที่รัฐเบงกาลี ประเทศอินเดีย
ค.ศ. 1869
เริ่มเขียนบทกวีเป็นครั้งแรก ( 9 ขวบ )
ค.ศ. 1877
เผยแพร่งานกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา ภาณุสิงโห และเขียน เรื่องสั้นกับบทละครในปีเดียวกัน
ค.ศ. 1878
เข้าศึกษาที่โรงเรียนไบรตัน ประเทศอังกฤษ
ค.ศ. 1880
เข้าพิธีสมรสกับเจ้าสาวชื่อมฤณาลิณี เทวี
ค.ศ. 1899
ภรรยาเสียชีวิต
ค.ศ. 1913
ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
ค.ศ. 1941
รพินทรนาถ ฐากุร ถึงแก่กรรมในวัย 80 ปี 3 เดือน
ค.ศ. 2011
ประเทศอินเดีย และหลายประเทศทั่วโลก มีการเฉลิมฉลองครบ 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูร ประเทศอินเดีย และหลายประเทศทั่วโลก มีการเฉลิมฉลองครบ 150 ปี ชาตกาล รพินทรนาถ ฐากูร
"อารยธรรมยุคใหม่คือการทำให้โลกขาดเอกลักษณ์ ดังเช่นกรุงกัลกัตตา, บอมเบย์, ฮ่องกง หรือเมืองที่ไหนๆก็ล้วนแต่คล้ายกันไปหมด มันเหมือนทุกคนล้วนใส่หน้ากากยักษ์"
"มิตรภาพและความร่วมมือร่วมใจ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะโยงใยอารยธรรมของมนุษย์ให้มีเอกภาพ"
"การมีภาษาสากลย่อมทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วกว้างขวาง แต่หาใช่เราจะละทิ้งภาษาประจำชาติ"
"คนเราอาจมีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกันเลย แต่จิตใจเป็นสิ่งสากล"
![]() |
รพินทรนาถ ฐากูร สาธนา (SADHANA:The Realisation of Life)ผู้แต่ง: นิพนธ์โดยรพินทรนาถ ฐากูรผู้แปล: ถอดความโดยระวี ภาวิไล |
![]() |
หิ่งห้อย (FIREFLIES)ผู้แต่ง: นิพนธ์โดยรพินทรนาถ ฐากูรผู้แปล: ถอดความโดยประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา |
![]() |
คีตาญชลีผู้แต่ง: นิพนธ์โดยรพินทรนาถ ฐากูรผู้แปล: ถอดความโดยกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย |
![]() |
ชีวิต รพินทรนาถ ฐากูร (RABINDRANATH TAGORE) :ในวาระ 150 ปี ชาตกาล |
ปรัชญาจาก รพินทรนาถ ฐากูร
Stories By Rabindranath Tagore - Chokher Bali Sneak Peek #1
ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์